เอกสาร 4 ขั้นตอน
| ขั้นตอน | สิ่งที่พิสูจน์ | มักต้องใช้เมื่อ |
|---|---|---|
| ใบแสดงผลการเรียนฉบับทางการ | คุณเรียนอะไรมาและได้ผลการเรียนเท่าไร | คุณเคยเรียนมาก่อน และต้องการใช้ผลการเรียนนั้นขอหน่วยกิตหรือเป็นเกณฑ์รับเข้า |
| การแปลพร้อมรับรองคำแปล | คำแปลครบถ้วนและถูกต้อง | เอกสารไม่ได้เป็นภาษาอังกฤษ |
| Apostille หรือการรับรองนิติกรณ์ | เอกสารราชการ หรือลายมือชื่อบนเอกสารนั้น เป็นของจริง | มหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานในต่างประเทศขอเอกสารที่ผ่านการรับรอง |
| การประเมินเทียบวุฒิการศึกษา | คุณวุฒิของคุณเทียบได้กับระบบการศึกษาในประเทศนั้นอย่างไร | มหาวิทยาลัยขอรายงานการเทียบเท่าวุฒิ |
ใบแสดงผลการเรียนฉบับทางการ
เริ่มจากขั้นตอนนี้ เพราะใบแสดงผลการเรียนมักใช้เวลานานที่สุด ติดต่อสำนักทะเบียนของทุกวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยที่คุณเคยเรียน ปัจจุบันหลายแห่งส่งใบแสดงผลการเรียนแบบอิเล็กทรอนิกส์ถึงมหาวิทยาลัยปลายทางได้โดยตรง หากคุณเรียนมานานแล้วหรือสถาบันปิดตัวไปแล้ว ให้สอบถามกระทรวงที่ดูแลด้านการศึกษาหรือสถาบันที่รับช่วงต่อว่าเก็บเอกสารไว้ที่ไหน
การแปลพร้อมรับรองคำแปล
หากเอกสารใดไม่ได้เป็นภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยมักต้องการคำแปลที่รับรองแล้ว คือคำแปลที่ครบถ้วนและถูกต้อง พร้อมคำรับรองที่ผู้แปลหรือบริษัทแปลลงนามยืนยันว่าคำแปลถูกต้อง รวมทั้งข้อมูลติดต่อและวันที่
- ออสเตรเลีย: หน่วยงานทางการมักกำหนดให้ใช้นักแปลที่ได้รับการรับรองจาก NAATI
- สหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ: ข้อกำหนดต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัย ควรตรวจสอบหน้าการรับสมัครของแต่ละแห่งก่อนสั่งแปล
- แปลทั้งฉบับ รวมถึงตราประทับและหมายเหตุ การแปลไม่ครบเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของความล่าช้า
Apostille และการรับรองนิติกรณ์
Apostille คือใบรับรองที่ยืนยันว่าเอกสารราชการ หรือลายมือชื่อและตราประทับบนเอกสารนั้น เป็นของจริง เพื่อให้นำไปใช้ในอีกประเทศหนึ่งได้ ใช้ได้ระหว่างประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วย Apostille ซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 120 ประเทศ โดย Apostille จะออกในประเทศต้นทางของเอกสาร ดังนี้
- สหราชอาณาจักร: FCDO Legalisation Office (สำนักงานรับรองเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนา)
- สหรัฐอเมริกา: Secretary of State ของรัฐที่ออกเอกสาร หรือกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (US Department of State) สำหรับเอกสารของรัฐบาลกลาง
- ออสเตรเลีย: กระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลีย (DFAT)
หากประเทศปลายทางไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญานี้ เอกสารจะต้องผ่านการรับรองนิติกรณ์แทน ซึ่งโดยทั่วไปคือการรับรองในประเทศต้นทาง แล้วจึงให้สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทางรับรองอีกชั้นหนึ่ง
ประหยัดเงิน: มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่ขอ Apostille ในขั้นตอนการรับเข้าศึกษา แต่มักต้องใช้ภายหลัง เมื่อคุณนำวุฒิไปใช้ในต่างประเทศเพื่อทำงาน ขอวีซ่า หรือขึ้นทะเบียนวิชาชีพ ทำ Apostille เฉพาะเมื่อมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานขอเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น
การประเมินเทียบวุฒิการศึกษา
การประเมินเทียบวุฒิการศึกษาอธิบายว่าคุณวุฒิจากประเทศหนึ่งเทียบได้กับระบบการศึกษาของอีกประเทศหนึ่งอย่างไร
- สหรัฐอเมริกา: มหาวิทยาลัยมักขอผลประเมินจากหน่วยงานที่เป็นสมาชิก NACES และการประเมินแบบรายวิชา (course-by-course) คือประเภทที่มักต้องใช้เพื่อโอนหน่วยกิต
- สหราชอาณาจักร: UK ENIC ออกหนังสือรับรองการเทียบเท่า (Statement of Comparability) แม้มหาวิทยาลัยหลายแห่งจะประเมินเองก็ตาม
- ออสเตรเลีย: โดยทั่วไปมหาวิทยาลัยประเมินคุณวุฒิจากต่างประเทศเองเป็นส่วนหนึ่งของการรับเข้าศึกษา
กรอบเวลาที่เป็นไปได้จริง
- สัปดาห์ที่ 1: ขอใบแสดงผลการเรียนและจดหมายรับรองประสบการณ์
- สัปดาห์ที่ 1–3: สั่งแปลเอกสารเมื่อได้ฉบับสมบูรณ์แล้ว
- สัปดาห์ที่ 2–6: ประเมินเทียบวุฒิและรับรองเอกสาร เฉพาะเมื่อจำเป็น
- ก่อนวันปิดรับสมัคร: ส่งเอกสารทั้งหมดพร้อมกัน และเก็บสำเนาไว้
ระยะเวลาต่างกันมากในแต่ละประเทศและแต่ละหน่วยงาน จึงควรเริ่มให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้
เราช่วยอะไรได้บ้าง
สำหรับมหาวิทยาลัยในรายชื่อที่คัดเลือกให้คุณ เราระบุให้ชัดว่าแต่ละแห่งต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง คุณจึงไม่ต้องจ่ายเงินให้ขั้นตอนที่ไม่ได้ใช้ จากนั้นเราจัดการแปลเอกสาร Apostille หรือการรับรองนิติกรณ์ และการประเมินเทียบวุฒิสำหรับเอกสารของคุณ โดยแจ้งค่าบริการของบุคคลภายนอกทุกรายการก่อนคุณตัดสินใจ ดูค่าบริการของเรา